เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 8 กรกฎาคม 2026 at 19:48.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,620
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,963
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,620
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,963
    วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เรื่องวุ่นวายของบ้านเมืองตลอดจนของโลก ก็ยังคงวุ่นวายอยู่ต่อไป

    แต่ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายทำตัวเป็นคนดู ก็คือไม่กระโดดลงไปเป็นคนเล่น หมายความว่าเราไม่ร่วมเข้าไป รัก โลภ โกรธ หลง กับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ก็คือสักแต่ว่ารับรู้ แต่ว่าไม่ได้รับเข้ามาสู่ใจ จนเกิดอาการปรุงแต่งต่าง ๆ ขึ้นมา เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ก็เหมือนกับละครฉากหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า แล้วก็เป็นบทที่เล่นกันซ้ำ ๆ ซาก ๆ มานับชาติไม่ถ้วน จนกระทั่งแค่เห็นก็เบื่อหน่ายเต็มทีแล้ว..!

    ถ้าทุกท่านสามารถวางกำลังใจแบบนี้ได้ เรื่องเดือดร้อนต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นกับตัวเรา แต่ว่า
    บุคคลที่สติยังไม่มั่นคง ปัญญายังไม่เห็นแจ้งแทงตลอดต่อสภาวะที่เกิดขึ้น ก็จะไปนึกคิดปรุงแต่ง แล้วสร้างความเดือดร้อนให้กับตนเอง โดยเฉพาะทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดทุกข์ยากกันไม่รู้จบ..!

    เนื่องเพราะว่าทันทีที่ตากระทบรูป ก็จะเกิดอารมณ์พอใจหรือไม่พอใจขึ้นมาทันที หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส ใจครุ่นคิด ก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน ก็คือถ้าไม่ "ชอบ" ก็ "ชัง" ความชอบนั้นก็คือราคะ ความยินดี ซึ่งจะก่อให้เกิดโลภะ คือความอยากมีอยากได้

    ส่วนความชังนั้นคือปฏิฆะ ความไม่ยินดี ไม่พอใจ ซึ่งจะก่อให้เกิดโทสะ ถ้าหากว่าปล่อยไม่ได้ วางไม่ได้ ก็จะยิ่งฝังรากลึก กลายเป็นพยาปาทะ หรือความผูกโกรธ แปลว่าทันทีที่เรารับเข้ามา โอกาสขาดทุนก็มีเกิน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องเพราะว่า
    ชอบก็เป็นราคะ ชังก็เป็นโทสะ เกิดโทษแก่เราทั้งขึ้นทั้งล่อง..!

    จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราท่านทั้งหลายจะต้องฝึกปรือใน ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดความแหลมคมว่องไว รู้เท่าทันกิเลสทั้งหลายเหล่านี้ให้ได้ ทันทีที่ตากระทบรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส ใจครุ่นคิด
    ถ้าหากว่า สติ สมาธิ ปัญญา ของเราพอเพียง ภายในไม่ถึงครึ่งวินาทีจะรู้แจ้งแทงตลอดว่า ถ้าเราคิดแบบนี้จะเกิดโทษแบบนี้ ถ้าเราคิดแบบนี้จะมีคุณแบบนี้ แล้วก็จะละในด้านที่ก่อโทษ เอาเฉพาะด้านที่เป็นคุณประโยชน์เท่านั้น

    แต่ว่าใหม่ ๆ ถ้ามายังไม่ถึงระดับนี้ เราก็จำเป็นที่จะต้องอาศัยสมาธิสกัดกั้นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เอาไว้ก่อน ก็คือไม่ให้เข้ามาสู่ใจของเรา เพราะว่าทันทีที่เข้ามาสู่ใจของเราก็คือแพ้แล้ว..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,620
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,963
    ดังนั้น..ในส่วนของขันธ์ ๕ ที่ประกอบไปด้วยรูป คือร่างกายนี้ เวทนาคือความรู้สึก ไม่ว่าจะสุข จะทุกข์ หรือว่ากลาง ๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ สัญญาคือความรู้ได้หมายจำ และวิญญาณคือประสาทรับรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านอายตนะ

    ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือสังขาร สังขารตัวนี้คือจิตสังขาร การปรุงแต่งของใจ ที่กระผม/อาตมภาพเคยเปรียบเทียบให้ฟังหลายวาระแล้ว ว่าถ้าเราไม่ปรุงไม่แต่ง โทษก็ไม่เกิด เปรียบเหมือนกับการลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวใส่น้ำเปล่า ไม่มีใครอยากจะกิน แต่เราไปใส่เครื่องปรุงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหมูสับ ถั่วงอก กระเทียมเจียว น้ำส้ม น้ำปลา พริกป่น ยิ่งใส่ก็ยิ่งอร่อย ยิ่งอร่อยก็ยิ่งกิน ยิ่งกินก็ก่อทุกข์ให้ไม่รู้จบ เพราะว่า
    ไปยินดีกับสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น..!

    เพียงแต่ว่าในส่วนของความยินร้ายนั้น เราตัดละได้ง่ายกว่า เพราะเมื่อสภาพจิตไม่ชอบก็จะผลักไสทันที แต่ความยินดีนั้นตัดยากมาก เพราะว่าฝังรากลึก เพราะเรายินดี จึงอยากมีอยากได้ อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านอธิบายไว้ว่า อวิชชา ซึ่งถือว่าเป็นต้นตระกูลของกิเลสทั้งปวงนั้น ประกอบไปด้วยฉันทะ คือความยินดีในสิ่งนั้น ๆ จนก่อให้เกิดราคะ คือความอยากมีอยากได้

    ดังนั้น..ในฐานะของนักบวชก็ดี ของฆราวาสนักปฏิบัติธรรมก็ตาม การสำรวมอินทรีย์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ทำอย่างไรที่เราจะสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เอาไว้ ส่วนที่ยากที่สุดก็คือการสำรวมใจ

    อรรถกถาจารย์ท่านจึงเปรียบเอาไว้ว่า ตัวเราเหมือนกับจอมปลวกที่มี ๖ รู ก็คือ ตา ๑ หู ๑ จมูก ๑ ลิ้น ๑ กาย ๑ ใจ ๑ เราต้องหาวัสดุอุดรูเสีย ๕ แห่ง ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องอุดเอาไว้ก่อน ต้องปิดเอาไว้ก่อน แล้วก็เฝ้าดูที่ใจของเรา ซึ่งเป็นช่องทางสุดท้าย ท่านเปรียบไว้ว่าร่างกายคือจอมปลวกนี้ มีเหี้ยอยู่ข้างในตัวหนึ่ง ถ้าหากว่าเราอุดรูอื่นหมดแล้ว เหลือไว้ระมัดระวังแค่รูเดียว เหี้ยโผล่มาเมื่อไรก็จะจับได้ทันที..!

    ก็แปลว่าท่านทั้งหลายจะต้องเน้นในการฝึกสมาธิให้มากเข้าไว้ เนื่องเพราะว่าสมาธินั้นเป็นข้อกลางของการปฏิบัติ ก็คือในเบื้องต้นเราปฏิบัติในศีล ในเบื้องปลายเราปฏิบัติในการใช้ปัญญาพิจารณาทุกอย่างจนรู้เท่าทัน ก็แปลว่าถ้าหากสมาธิของเราดี เราก็จะระมัดระวังรักษาศีลทุกสิกขาบทได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เนื่องเพราะว่าบุคคลผู้ทรงสมาธิ สติสัมปชัญญะจะแหลมคมว่องไวมาก ดังที่กระผม/อาตมภาพเคยบอกไปหลายวาระแล้วว่า
    แค่ขยับตัวก็รู้แล้วว่าศีลจะขาดหรือไม่ ?
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,620
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,963
    ส่วนในเรื่องของปัญญานั้น กำลังสมาธิจะเสริมให้ปัญญามีความเฉียบขาด ก็คือพอเห็นจริงแล้ว สามารถสละทิ้งหรือตัดขาดได้ทันทีทันใด แต่ถ้ายังไม่สามารถที่จะไปถึงระดับนั้น อย่างน้อย ๆ ก็ต้องหยุดเอาไว้ อย่าให้ รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส ทั้งหลายเหล่านั้นเข้าไปสู่ใจของเราได้

    ถ้าท่านทั้งหลายลองนึกถึงการฉันเช้าฉันเพลดูบ้าง จะเห็นว่าพระภิกษุสามเณรวัดท่าขนุนมีเวลาในการฉันไม่กี่นาที เนื่องเพราะว่ายิ่งนานมาก เราก็ยิ่งขาดทุนมาก เพราะว่าสภาพจิตจะไปยินดียินร้ายกับอาหารตรงหน้า

    ดังนั้น..ถ้าเราไม่สามารถที่จะพิจารณาอาหาเรปฏิกูลสัญญาจนมีความคล่องตัว สามารถเห็นชัดในทุกคำของเรา ก็ต้องลดเวลาให้เหลือน้อยที่สุด ให้ความยินดียินร้าย ที่จะเข้ามาทำร้ายทำลายจิตใจของเราให้เหลือน้อยที่สุด

    ก็แปลว่าเราต้องเลียนแบบปฏิปทาของหลวงปู่พระนันทเถระ ซึ่งเป็นพระมหาสาวก ผู้เป็นเอตทัคคะทางสำรวมอินทรีย์ ก็คือ ระมัดระวังอยู่เสมอ ไม่ให้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เข้าไปสู่ใจของตน ขนาดท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ยังระมัดระวังอยู่เสมอ ก็แปลว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราจะประมาทไม่ได้

    บุคคลผู้เป็นพระอริยเจ้าแล้วยังต้องระมัดระวังเพื่อความอยู่สุขอยู่เย็นของตน เราท่านทั้งหลายที่จ่อมจมอยู่ในกองทุกข์ ซึ่งแผดเผาให้เร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ก็ควรที่จะรู้จักเข็ด รู้จักหลาบ รู้จักระมัดระวัง เพื่อรักษาตนอย่างน้อยในเบื้องต้นให้พ้นจากความทุกข์เหล่านั้นชั่วคราว แล้วค่อยไปใช้ปัญญาพิจารณาจนเห็นทุกข์เห็นโทษอย่างแท้จริง แล้วสภาพจิตถอนจากความพอใจทั้งปวง เราก็จะหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้น ไปสู่พระนิพพานได้ดังที่หวัง

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพุธที่ ๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...